Posts

SPC-1 จัด Infortrend ขึ้นแทนอันดับหนึ่ง Storage ที่มี Price/Performance คุ้มค่าที่สุด

infortrend

SPC-1 สถาบันทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ Storage ชั้นนำ ได้เปิดเผยผลการทดสอบ Infortrend EonStor DS 3024B ว่าเป็น Storage ที่มีความคุ้มค่าทางด้านประสิทธิภาพ หรือ Price / Performance ดีที่สุด โดยมีผลการทดสอบดังนี้ Read more

EMC เปิดตัว XtremIO 4.0 – The Beast เพิ่มความเร็วและความทนทานให้ All Flash Array

ในงาน EMC World 2015 ที่ผ่านมา ทาง EMC ได้ประกาศเปิดตัว Firmware รุ่นล่าสุดของ EMC XtremIO ด้วยเลขรุ่น 4.0 พร้อมชื่อเล่นที่ถูกตั้งว่า The Beast โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาของระบบ All Flash Array ที่จากเดิม SAN Storage แบบเก่าๆ จะมีฟีเจอร์ครบครันมากกว่า ให้ All Flash Array มีฟีเจอร์ในระดับที่ทัดเทียมกัน ในประสิทธิภาพที่สูงกว่ามาก ทำให้การตัดสินใจลงทุนใน All Flash Array ง่ายขึ้น และทำให้ EMC XtremIO ที่มี Market Share อันดับ 1 ที่ 31.1% มีโอกาสเติบโตขึ้นไปอีก โดยมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ดังนี้ Read more

ทางเลือกราคาประหยัดสำหรับสร้าง Solid State SAN Storage ด้วย SSD ที่มีขายในไทย

Infortrend ผู้ผลิตระบบ SAN Storage ชั้นนำของโลก ได้นำเสนอ Infortrend ESDS 3024RB ซึ่งเป็น Fibre Channel/iSCSI Dual Controller SAN Storage ประสิทธิภาพสูงขนาด 2U และรองรับ 2.5″ Hot Swappable โดย Infortrend ได้เปิดเผย Compatible Hard Drive / Solid State Drive เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการระบบ SAN Storage ราคาประหยัด และจัดหา HDD/SSD ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็เหมาะกับประเทศไทยมากที่มี HDD/SSD ราคาถูกให้เลือกหามากมาย รวมถึง SSD รุ่นยอดนิยมอย่าง Intel DC S3700 และ S3500 ทำให้สามารถสร้าง SSD SAN Storage สำหรับ Database, Virtualization, VDI และ Video Editing ได้อย่างประหยัด

Spec คร่าวๆ ของ Infortrend ESDS 3024RB มีดังนี้

  • เป็นแบบ Dual Controller โดยมี Cache รวมกันสูงสุดถึง 32GB
  • ประสิทธิภาพการเขียนอ่านต่อวินาทีสูงสุด 1,300,000 ครั้งต่อวินาที (1,300,000 IOPS)
  • Throughput สูงสุด 5,500MB ต่อวินาที
  • มี Interface ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ 8/16Gbps Fibre Channel, 1/10Gbps iSCSI และ 6Gbps SAS
  • ติดตั้ง 2.5″ Hot Swapple Drive ภายในได้ 24 ลูก และเชื่อมขยายผ่าน JBOD ขนาด 2.5″ และ 3.5″ ได้ถึง 360 ลูก
  • รองรับ SAS, NL-SAS, SATA และ SSD
  • สนับสนุน RAID 0, 1, 5, 6, 10, 50, 60 และ Hot Spare Drive
  • รองรับการเพิ่มระบบไฟฟ้าสำรองภายใน (Battery Backup Unit) ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะเสียหายเมื่อเกิดไฟดับหรือไฟกระชาก
  • มี Hot Swappable Redundant Power Supply 2 ชุด
  • สำรองข้อมูลด้วย Snapshot และ Volume Copy/Mirror ได้
  • มี License เสริมสำหรับทำ Disaster Recovery ด้วย Remote Replication ได้
  • มี License เสริมสำหรับทำ Automated Storage Tiering ได้
  • ใช้งานกับ Microsoft Windows Server 2008/2008R2/2012/2012R2, Microsoft Hyper-V, Red Hat Enterprise Linux, SUSE Linux Enterprise, Sun Solaris, Mac OS X, HP-UX, IBM AIX, VMware และ Citrix XenServer ได้

hostInterface

โดยสำหรับ SSD ทาง Infortrend ก็สนับสนุนของผู้ผลิตชั้นนำหลายราย ทั้ง Intel, HGST, SanDisk และ Toshiba รวมถึง HDD จาก HGST, Toshiba, Seagate และ Western ซึ่ง List ของ Compatibility Matrix เต็มๆ สำหรับ SSD/HDD นี้ สามารถดาวน์โหลดได้ทันทีที่ https://www.infortrend.com/ImageLoader/LoadDoc/541

ผู้ที่สนใจ Infortrend สามารถติดต่อทรูเวฟได้ที่ 02-210-0969

ข้อมูลเพิ่มเติม
Infortrend ESDS 3024RB Website https://www.infortrend.com/global/products/models/ESDS%203024RB

แนะนำ Supermicro MicroCloud ระบบแม่ข่ายประสิทธิภาพสูง สำหรับ Cloud และ ISP โดยเฉพาะ

Supermicro MicroCloud เป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความสนใจสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตัวมา โดย MicroCloud นี้จะเป็นระบบแม่ข่ายแบบ Blade ขนาดเล็ก โดยใช้พื้นที่สูงเพียง 3U เท่านั้น แต่สามารถบรรจุ Blade Server ได้ตั้งแต่ 8 – 24 เครื่อง ซึ่งด้วยปริมาณของ Server มากขนาดนี้ในพื้นที่เพียงเท่านี้ เป็นจุดเด่นสูงสุดที่ทำให้ MicroCloud ได้รับความนิยมนั่นเอง
สำหรับการแบ่งรุ่นของ Supermicro MicroCloud นั้น จะแบ่งตามรุ่น CPU และจำนวน Server ดังนี้

1. CPU Intel E5-2600 (8 Nodes)

 
เหมาะสำหรับระบบ Cloud ที่ต้องการ RAM จำนวนมาก โดยแต่ละ Node สามารถมี CPU ได้สูงสุด 1 Socket จำนวน 8 Cores หน่วยความจำสูงสุด 128GB และ Disk SATA 3.5″ Hot Swap จำนวน 2 ลูก

2. CPU Intel E3 (8/12/24 Nodes)

เหมาะสำหรับระบบ Cloud ที่เน้นการใช้งาน CPU เป็นหลักในราคาประหยัด โดยแต่ละ Node สามารถมี CPU ได้สูงสุด 1 Socket จำนวน 4 Cores หน่วยความจำสูงสุด 32GB และ Disk SATA 3.5″ จำนวน 2 ลูก หรือ 2.5″ จำนวน 4 ลูก

3. CPU AMD Opteron 3000 (12 Nodes)

เหมาะสำหรับระบบ Cloud ที่เน้นการใช้งาน CPU โดยไม่เน้นเรื่องหน่วยความจำ โดยแต่ละ Node สามารถมี CPU AMD ได้สูงสุด 1 Socket จำนวน 8 Cores หน่วยความจำสูงสุด 32GB และ Disk SATA 3.5″ จำนวน 2 ลูก หรือ 2.5″ จำนวน 4 ลูก
โดย Software ระบบ Cloud ที่แนะนำ จะเป็นระบบที่ใช้งาน Hypervisor ตระกูล Microsoft, KVM และ Xen เป็นหลัก เนื่องจาก 3 ตระกูลนี้สนับสนุนการใช้งานร่วมกับ Hardware ที่หลากหลายกว่า และมีค่าลิขสิทธิ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานบน Server จำนวนมากเช่นนี้
ในขณะเดียวกัน ในเมืองไทยเองก็ยังมีการประยุกต์นำ MicroCloud ไปใช้ในระบบ Render Farm เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่อ CPU ที่ประหยัด และยังใช้พื้นที่บนตู้ Rack น้อยอีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจระบบ Supermicro MicroCloud สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ info@throughwave.co.th หรือโทร 02-210-0969 เพื่อขอคำปรึกษาจากวิศวกรได้ทันที
ที่มา www.throughwave.co.th

แนะนำ Supermicro FatTwin ระบบ Server สำหรับงาน Cluster และ Render Farm โดยเฉพาะ

Supermicro เป็นผู้ผลิต Server เฉพาะทางสำหรับงานต่างๆ มากมาย และในวันนี้ทางทีมงานเราก็จะขอแนะนำ Supermicro FatTwin ซึ่งเป็นระบบ Server ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงาน Cluster สำหรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูง และ Render Farm สำหรับการประมวลผลงานทางด้านกราฟฟิคโดยเฉพาะ

1. FatTwin หน้าตาเป็นอย่างไร?

FatTwin เป็น Blade Server ขนาดสูง 4U ติดตั้งบนตู้ Rack มาตรฐานขนาด 19 นิ้วได้ โดยด้านหน้าจะมี Server ภายในบรรจุอยู่ 4 เครื่อง หรือ 8 เครื่อง แล้วแต่รุ่น ส่วนด้านหลังของ FatTwin จะเป็นระบบระบายความร้อน (Cooling System) และระบบจ่ายพลังงาน (Power Supply) ซึ่งสามารถทำงานทดแทนกันได้ (Redundant) อย่างสมบูรณ์
จุดที่แตกต่างจาก Blade Server ทั่วๆ ไปคือ FatTwin จะไม่มี Management Module แบบศูนย์กลาง เนื่องจาก Server แต่ละเครื่องจะสามารถถูกบริหารจัดการได้ผ่านทาง IPMI ซึ่งรองรับทั้งการทำ Remote KVM และ Mount Virtual Media ผ่านทาง Network ได้อยู่แล้ว รวมถึงไม่มี Switch Module อีกด้วย ทำให้การลงทุนระบบ FatTwin ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการลงทุนเป็น Blade Server นั่นเอง

2. จุดเด่นของ FatTwin

ในแง่ของ Hardware นั้น ระบบ FatTwin มี Server ให้เลือกหลากหลาย เหมาะกับงานเฉพาะทางแต่ละแบบ เช่น

2.1 Storage Node

เป็น Node ที่สามารถใส่ Hard Drive ได้เยอะเป็นพิเศษกว่า Server ทั่วๆ ไป เช่น ติดตั้ง Hard Drive ขนาด 3.5″ ได้ 12 – 14 ลูกต่อ 1U โดยสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Hardware RAID หรือใช้ Software RAID ตามประเภทของ Storage Software ที่จะใช้งาน เหมาะสำหรับระบบงานที่ต้องการจัดเก็บข้อมูลเป็นปริมาณมาก เช่น Storage, Video Streaming, Apache Hadoop

2.2 Front IO Node

เป็น Node ที่มี Interface ต่างๆ ทั้งหมดอยู่ด้านหน้า ไม่ว่าจะเป็น Network, IPMI, USB หรือ PCI-E เพื่อให้การเข้าไปดูแลรักษา หรือปรับแต่งการเชื่อมต่อสามารถทำได้โดยสะดวกจากด้านหน้าเครื่องทันที เหมาะสำหรับธุรกิจ Hosting และ ISP โดยเฉพาะ

2.3 GPU Node

เป็น Node ที่สามารถใส่การ์ด GPU และ MIC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลต่างๆ ได้ โดยในแต่ละ Node สามารถใส่การ์ดเหล่านี้ได้มากถึง 3-4 การ์ดต่อพื้นที่เพียง 1U ซึ่งถือว่ามากกว่า Server ทั่วๆ ไปอยู่มาก
แต่ไม่ว่าจะเป็น Node ใดก็ตาม สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นที่สุดของ FatTwin เลยนั้นคือเรื่องของการประหยัดพลังงานนั่นเอง โดยจากการทดสอบการใช้งานเปรียบเทียบกับ Server รุ่นประหยัดไฟพิเศษของคู่แข่ง พบว่า Supermicro FatTwin สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้กว่ารุ่นที่ดีที่สุดของคู่แข่งถึง 16% เลยทีเดียว

3. ใครเหมาะสมกับการเลือกใช้ FatTwin?

 
ผู้ที่เหมาะกับระบบ FatTwin คือผู้ที่ต้องการระบบที่มีคุณสมบัติดังนี้
3.1 ต้องการลงทุนใน Server เป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้ต้องการ Switch หรือ Management แบบ Blade Server
3.2 ต้องการการใช้งาน CPU เพื่อประมวลผลแบบ 24×7
3.3 ต้องการระบบที่มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเยอะเป็นพิเศษ
3.4 ต้องการประหยัดพื้นที่บนตู้ Rack
3.5 ต้องการระบบที่ประหยัดไฟฟ้า
ซึ่งสรุปจากข้างต้นนี้ เรียกได้ว่างาน High Performance Computing และงาน Render Farm ทั้งหมด เมื่อเปลี่ยนมาใช้ FatTwin แทนแล้ว จะช่วยลดต้นทุนในการจัดซื้อและดูแลรักษาไปได้มากทีเดียว
สำหรับผู้ที่สนใจ Supermicro FatTwin สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ info@throughwave.co.th หรือโทร 02-210-0969 ได้ทันที
ที่มา www.throughwave.co.th

Supermicro เปิดตัว Virtual Desktop Solution ร่วมกับ NVIDIA GRID เสริมพลังงานประมวลผลกราฟฟิคสำหรับ Thin Client

Supermicro ผู้ผลิตระบบ Server ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเปิดตัว Virtual Desktop Infrastructure Solution (VDI) แบบใหม่ร่วมกับ NVIDIA GRID ที่สามารถนำการ์ดประมวลผลกราฟฟิคหรือ GPU เข้ามาช่วยประมวลผลได้ ทำให้การใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีการคำนวนกราฟฟิคบนระบบ Virtual Desktop เป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ต่อความต้องการขององค์กรได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

การเปิดตัวเทคโนโลยี NVIDIA GRID ร่วมกับ Supermicro ครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน  “2013 NVIDIA GPU Technology Conference (GTC 2013)” ซึ่งจัดขึ้นที่ San Jose, California โดย NVIDIA ได้เปิดตัวการ์ด NVIDIA GRID K1 และ K2 ซึ่งเป็นการ์ดจอที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการทำ Virtualization เพื่อรองรับความต้องการในการประมวลผลทางด้านภาพบนระบบ VDI อย่างมีประสิทธิภาพสูง เช่น งานออกแบบทางด้านวิศวกรรม, งานออกแบบกราฟฟิคส์ และงานตัดต่อ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถนำระบบ VDI ไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายยิ่งขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวลง

 

ในขณะที่ระบบตัวอย่างที่มีการนำเสนอในงานนั้น สามารถรองรับผู้ใช้งาน Virtual Desktop ที่ใช้งานกราฟฟิคเป็นหลักได้ 600 เครื่องต่อเซิฟเวอร์ขนาด 42U ทาง Supermicro ได้กล่าวว่าระบบของ Supermicro ร่วมกับ NVIDIA GRID จะสามารถรองรับผู้ใช้งานที่เน้นงานกราฟฟิคได้มากถึง 1,800 เครื่องต่อเซิฟเวอร์ขนาด 42U ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ประมวลผลกราฟฟิคต่างๆ ผ่านทาง Thin Client ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และองค์กรเองก็สามารถบริหารจัดการเครื่องลูกข่ายเสมือนเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น และลดต้นทุนได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

นอกจากนี้ ระบบ Cloud แบบใหม่สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ หรือ Cloud Gaming ที่กำลังจะมาในอนาคตนี้ ก็จะมีเทคโนโลยีเดียวกันนี้เป็นพื้นฐานเช่นเดียวกัน ซึ่ง Supermicro ก็ได้กล่าวถึงความพร้อมในการผลิตเซิฟเวอร์สำหรับระบบ Cloud Gaming นี้อีกด้วย

 

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ https://www.supermicro.com

 

———–

 

ที่มา https://www.throughwave.co.th

Infortrend SAN Storage ผ่าน Microsoft Exchange Solution Reviewed Program

Infortrend ผู้ผลิตระบบ SAN Storage และ NAS Storage ชั้นนำของโลก ประกาศว่า Infortrend EonStor DS ได้ผ่าน Microsoft Exchange Solution Reviewed Program หรือ ESRP – Storage v3.0 และได้รับการรับรองจาก Microsoft ว่าสามารถนำประสิทธิภาพระดับสูงและการเพิ่มขยายระบบ Email จาก Microsoft Exchange ได้เป็นอย่างดี

 

โดยจากการรับรองนี้ Infortrend EonStor DS SAN Storage สามารถสนับสนุนอีเมลล์ตั้งแต่ 1 – 500 Mailbox ไปจนถึง 20,000 Mailbox ได้  โดย SAN Storage จาก Infortrend ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการระบบ Email ที่มีประสิทธิภาพสูง  ที่นับวันจะยิ่งมีจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ขึ้นทุกวัน  ซึ่งการผ่านการรับรอง ESRP ครั้งนี้ก็หมายความว่า Infortrend สามารถทำหน้าที่เป็น SAN Storage สำหรับฐานข้อมูลของระบบ Email ให้แก่ Microsoft Exchange Server ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

 

โดยทาง Microsoft ได้แนะนำให้ใช้ Infortrend รุ่นดังต่อไปนี้สำหรับระบบอีเมลล์ในขนาดต่างๆ กันดังนี้

 

1 – 1,000 Mailbox

 

  • Infortrend EonStor DS S12E-R2140 ระบบ iSCSI SAN Storage ขนาด 2U โดยติดตั้ง 600GB 15K RPM SAS จำนวน 8 ชุด สามารถรองรับ Microsoft Exchange ขนาด 1,000 Mailbox ได้แบบ Redundant Database

 

1,001 – 5,000 Mailbox

 

  • Infortrend EonStor DS S16E-R2142 ระบบ iSCSI SAN Storage ขนาด 3U โดยติดตั้ง 3,000GB 7.2K RPM NLSAS จำนวน 16 ชุด สามารถรองรับ Microsoft Exchange ขนาด 2,500 Mailbox ได้แบบ Redundant Database, Redundant Microsoft Exchange Server และรองรับการทำ Microsoft Exchange Disaster Recovery อีกด้วย
  • Infortrend EonStor DS S16S-R2240-4 ระบบ SAS SAN Storage ขนาด 3U โดยติดตั้ง 3,000GB 7.2K RPM NLSAS จำนวน 16 ชุด สามารถรองรับ Microsoft Exchange ขนาด 4,000 Mailbox ได้แบบ Redundant Database, Redundant Microsoft Exchange Server และรองรับการทำ Microsoft Exchange Disaster Recovery อีกด้วย

 

เกินกว่า 5,000 Mailbox

 

  • Infortrend EonStor DS S16F-R2842 ระบบ Hybird iSCSI + Fibre Channel SAN Storage ขนาด 3U โดยติดตั้ง 600GB 15K RPM SAS จำนวน 16 ชุด สามารถรองรับ Microsoft Exchange ขนาด 6,000 Mailbox ได้แบบ Redundant Database, Redundant Microsoft Exchange Server และรองรับการทำ Microsoft Exchange Disaster Recovery อีกด้วย

 

สำหรับใครที่สนใจ SAN Storage Solution จาก Infortrend สามารถติดต่อบริษัททรูเวฟ ประเทศไทย จำกัดได้ที่เบอร์ 02-210-0969 หรืออีเมลล์มาที่ info@throughwave.co.th ได้ทันที

 

ที่มา: https://www.throughwave.co.th

Supermicro เปิดตัวโซลูชันส์ Fat Twin Server ตอบรับเทรนด์ Cloud Data Center, Apache Hadoop, NoSQL และ Big Data


Supermicro ผู้นำทางด้านระบบเซิฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง และกินพลังงานต่ำ ได้เปิดตัวเซิฟเวอร์สถาปัตยกรรมใหม่ Fat Twin ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ Data Center ในยุคใหม่ที่ต้องการระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง, จัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก, ดูแลรักษาง่าย และประหยัดไฟฟ้าถึงขีดสุด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า Fat Twin ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกับระบบ Cloud Data Center, Apache Hadoop, NoSQL และ Big Data โดยเฉพาะนั่นเอง

 

Fat Twin Server เป็นอย่างไร?

Fat Twin Server นั้นจะมีเซิฟเวอร์ภายในตั้งแต่ 4 – 8 เครื่อง รวมแล้วมีความสูงมากถึง 4U สามารถติดตั้งได้บนตู้ Rack มาตรฐาน โดยเซิฟเวอร์ทุกเครื่องนี้จะสามารถถอดเปลี่ยนได้แบบ Hot Swap ทันที พร้อมทั้งมี Power Supply และพัดลมระบายอากาศอยู่ด้านหลังรวมทั้งสิ้น 4 ชุด

ทางด้านหน่วยประมวลผลนั้น Fat Twin ใช้ CPU Intel Xeon E5 เป็นหลัก ดังนั้นเซิฟเวอร์ทุกรุ่นภายใน Fat Twin แต่ละชุดนี้จะสามารถติดตั้ง CPU Intel E5 นี้ได้ 2 ชุด โดยมีจำนวน Core มากถึง 16 Cores และมีจำนวน Thread ได้สูงสุดถึง 32 Threads ในแต่ละเซิฟเวอร์นั่นเอง

สำหรับทางด้านหน่วยความจำนั้น แต่ละเซิฟเวอร์ใน Fat Twin สามารถใส่หน่วยความจำได้ตั้งแต่ 256GB ถึง 512GB ตามแต่รุ่นที่เลือก เรียกได้ว่าจริงๆ แล้วต่อให้เป็นระบบ In-memory Database ก็ยังสามารถติดตั้งใช้งานบน Fat Twin ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ซึ่งระบบ NoSQL ทั้งหลายที่ต้องการหน่วยความจำเป็นจำนวนมากก็น่าจะชอบการออกแบบระบบแบบนี้

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ยังถือว่าธรรมดามาก เมื่อเทียบกับข้อดีถัดๆ ไปจากนี้

 

มี Hard Drive ขนาด 3.5 นิ้วมากถึง 10 ลูกต่อ 1U!!!

คุณสมบัติสุดโดดเด่นข้อแรกของ Fat Twin ก็คงหนีไม่พ้นความหนาแน่นของ Hard Drive นี่เอง จากเดิมที่เซิฟเวอร์ความสูง 1U ทั่วๆ ไปนั้นสามารถใส่ Hard Drive ได้อย่างมากที่สุดก็แค่ 4 ลูกเท่านั้น แต่ด้วย Fat Twin นี้ทำให้ความสูง 1U สามารถมีพื้นที่ได้มากถึง 10 ลูก หรือคิดเป็น 250% จากสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ และเมื่อนำ Hard Drive ขนาด 4TB มาติดตั้งเข้าไปแล้ว ก็จะทำให้เรามีพื้นที่ได้มากสุดถึง 40TB ต่อ 1U เลยทีเดียว!

แล้วระบบแบบไหนถึงจะต้องการความจุมากถึงขนาดนี้? หนึ่งในระบบที่ต้องการความจุมากๆ และมีเซิฟเวอร์จำนวนหลายๆ เครื่องไปพร้อมๆ กันก็คือ Apache Hadoop นั่นเอง เพราะ Apache Hadoop มีการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนเป็นจำนวนมากเพื่อความทนทานของระบบ และยังมีการทำ Indexing ในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มความเร็วอีกด้วย ดังนั้นเพียงแค่ Fat Twin เพียงหนึ่งหรือสองชุด ก็เพียงพอต่อการสร้าง Apache Hadoop Cluster ประสิทธิภาพสูงไว้ใช้งานแล้ว

นอกจาก Apache Hadoop แล้ว ระบบ Cloud Data Center สมัยใหม่เองก็ต้องการความจุสูงเช่นกัน เนื่องจาก Cloud Vendor ในแต่ละเจ้าเริ่มที่จะมีแนวโน้มในการเลิกใช้ SAN Storage มากขึ้นเรื่อยๆ และแนะนำให้มีการจัดเก็บข้อมูลบน Local Storage ของเซิฟเวอร์แต่ละเครื่องเอง แล้วจึงทำ Replication ข้ามไปยังเครื่องอื่นเรื่อยๆ เพื่อให้มีความเสถียรของระบบสูง ซึ่งการทำแบบนี้แม้จะทำให้เราต้องใช้ Hard Drive มากขึ้นจากเดิมเป็น 2-3 เท่า แต่ก็สามารถแลกมาได้ด้วยการตัด SAN Storage Controller, HBA Adapter และ SAN Switch ออกไปจากเครือข่าย ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้มากทีเดียว

ทนความร้อนถึง 47 องศาเซลเซียส!!!

ข้อดีข้อที่สองของ Fat Twin Server ก็คือการทนความร้อนสูงถึง 47 องศาเซลเซียส ทำให้ค่าใช้จ่ายในการสร้าง Data Center ประหยัดลงไปมากในหลายๆ ครั้ง เพราะ Fat Twin สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ในอุณหภูมิห้องแอร์ตามปกติ รวมถึง Data Center ขนาดใหญ่เองที่สร้างเสร็จไปแล้ว ก็สามารถลดการควบคุมอุณหภูมิให้กับ Fat Twin ได้มากเป็นพิเศษ จากเดิมที่ต้องควบคุมอุณหภูมิที่ประมาณ 20 – 25 องศาเซลเซียส ก็สามารถลดเหลือ 30-35 องศาเซลเซียสได้
ด้วยการทนความร้อนระดับนี้ ประกอบกับความจุของ Hard Drive ทำให้หลายๆ องค์กรสามารถเริ่มต้นระบบ Apache Hadoop สำหรับจัดเก็บข้อมูลแบบ Big Data ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องสร้าง Data Center ใหม่, ไม่ต้องมีตู้ Rack รวมถึงไม่ต้องซื้อ SAN Storage มาใช้งานแต่อย่างใด เพียงแค่ซื้อ Fat Twin Server ชุดเดียว แล้วติดตั้งไว้ในห้องแอร์ ก็สามารถเริ่มต้นไปกับ Big Data ได้ทันที

ประหยัดไฟสูงสุดถึง 15%!!!

ด้วยความสามารถในการทนความร้อนได้ถึง 47 องศาเซลเซียส และประกอบกับการออกแบบระบบ Power Supply แบบ Digital Switching ที่ทำให้มี Power Efficiency มากถึง 95% ซึ่งเหนือกว่าคู่แข่งทุกเจ้า ทำให้ Supermicro Fat Twin สามารถประหยัดไฟได้มากกว่าเซิฟเวอร์ที่ประหยัดไฟที่สุดของคู่แข่งถึง 15% และสามารถประหยัดไฟกว่าเซิฟเวอร์ทั่วๆ ไปได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว เนื่องจากเซิฟเวอร์ทั่วๆ ไปนั้นนอกจากจะต้องคงอุณหภูมิไว้ที่ 20 – 25 องศาเซลเซียสแล้ว ยังมี Power Efficiency เพียงแค่ 80% เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับ Fat Twin Server ที่สามารถทำงานที่อุณหภูมิ 30 – 35 องศาเซลเซียส พร้อม Power Efficiency ที่มากถึง 95% แล้ว ก็เรียกได้ว่าแตกต่างกันหลายเท่าตัว

Fat Twin Server เหมาะกับใคร?

สำหรับ Fat Twin Server นี้ จะเหมาะที่สุดสำหรับ

  1. ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นระบบ Apache Hadoop, NoSQL หรือ Big Data ตัวอื่นๆ และระบบ Cloud Data Center – เนื่องจาก Fat Twin Server จะช่วยให้การลงทุนเริ่มต้นนั้นไม่สูงมาก ในขณะที่ Hardware ทั้งหมดเองถูกออกแบบให้มารองรับงานทางด้านนี้อยู่แล้วในตัว
  2. ผู้ที่ต้องการลงทุนระบบ Data Center ใหม่ทั้งหมด – การลงทุนเป็นสถาปัตยกรรม Fat Twin Server นอกจากจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายตั้งต้นไม่สูงแล้ว ยังจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในระยะยาว ทั้งค่าไฟฟ้า และค่าการระบายความร้อนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญอีกด้วย รวมถึงการใช้งาน CPU Intel E5 ที่จัดว่าเป็นรุ่นล่าสุดนี้ก็เป็นการรับประกันอายุการใช้งานเทคโนโลยีนี้ไปอีกถึง 5 ปีเป็นอย่างน้อย

สำหรับใครที่สนใจระบบ Supermicro Fat Twin Server หรือ Supermicro Server อื่นๆ ก็สามารถติดต่อสอบถามมาทางบริษัททรูเวฟ ประเทศไทย จำกัด ได้โดยตรงที่เบอร์ 02-210-0969 หรืออีเมลล์มาที่ info@throughwave.co.th ได้ทันที

ที่มา: https://www.throughwave.co.th

Supermicro เปิดตัว Server ใหม่กว่า 100 ระบบ รองรับ CPU ล่าสุด Intel E5

Supermicro ผู้นำทางด้านระบบเซิฟเวอร์นวัตกรรมสูงและประหยัดพลังงานชั้นนำของโลก ได้เปิดตัว Server ใหม่กว่า 100 ระบบ สำหรับรองรับ CPU ใหม่ล่าสุดจาก Intel รุ่น E5 หรือที่รู้จักกันในโค้ดเนมว่า Romley นั่นเอง

 

 

Intel E5 Romley Support!

ในการเปิดตัวครั้งนี้ Server ที่สนับสนุน Intel E5 นั้น จะรองรับได้มากสุดที่ Intel E5-2600 ซึ่งติดตั้งได้ 2 CPU โดยมี CPU ละ 8 Core / 16 Threads และรองรับหน่วยความจำได้มากถึง 768GB ต่อ 1 Server และสำหรับในอนาคต Intel E5-4600 ซึ่งติดตั้งได้ 4 CPU ก็คาดว่าจะออกตามมาภายในปีนี้ ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไป

โดยในเวลานี้ Server ที่สามารถติดตั้ง Intel E5 ได้นั้น ก็จะมีทั้ง Rack Mount Server ขนาด 1U-4U, Workstation Server, GPU Server, Twin Server, Twin^2 Server, Blade Server และ MicroCloud Server อีกด้วย

 

ส่วนนวัตกรรมอื่นๆ ที่ Supermicro เปิดตัวมาพร้อมๆ กันนั้น มีดังนี้

 

95% Power Efficiency Server

จากเดิมที่ Supermicro มี Power Efficiency สูงถึง 94% นั้น มาในครั้งนี้ Supermicro ได้เสนอ Power Supply ประสิทธิภาพสูงที่มี Power Efficiency มากขึ้นเป็น 95% ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานให้ Data Center ใหญ่ๆ ได้อย่างมากมาย ในขณะทีคู่แข่งยังคงมี Power Efficiency อยู่เพียงแค่ 80-90% เท่านั้น

 

Server ทนทานความร้อนสูง

สำหรับ Data Center ที่มีปัญหาทางด้านอุณหภูมิ ทาง Supermicro ก็ได้ออกแบบ Server เฉพาะ ซึ่งสามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 47 องศาเซลเซียส สำหรับใช้งานในประเทศที่มีภูมิอากาศแบบประเทศไทยโดยเฉพาะ

 

UPS Module สำหรับติดตั้งภายใน Server

สำหรับ Data Center ที่ต้องการระบบงานแบบ High Availability อย่างเต็มตัว Supermicro ได้นำเสนอ UPS Module สำหรับติดตั้งภายใน Server เพื่อสำรองระบบไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพา UPS ภายนอกอีกแล้ว

 

Data Center Management Software

สำหรับการบริหารจัดการระบบ Cloud ขนาดใหญ่ Supermicro ได้ออกซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Hardware ทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดค่าต่างๆ, การตรวจสอบการทำงานของ Server รวมถึงการปรับแต่งค่าการใช้พลังงานของ Server ทั้งหมด เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ

 

Fat Twin ยังคงเป็นความลับ

สำหรับ Server Architecture ใหม่ล่าสุดนั้น ทาง Supermicro ก็ยังคงปิดเป็นความลับอยู่ ว่า Fat Twin คืออะไร และจะออกมาเพื่อตอบรับตลาดไหน ซึ่งภายในปีนี้เราน่าจะได้รู้กันอีกครั้งหนึ่ง

 

สำหรับใครที่อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Supermicro โดยตรงได้ทันที https://www.supermicro.com/index.cfm

 

———-

 

บทความโดย Throughwave Thailand

ท่านสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.throughwave.co.th