สวัสดีปีใหม่ 2019 แด่พาร์ทเนอร์และลูกค้าทุกท่าน

สวัสดีปีใหม่ 2019

ขอให้พาร์ทเนอร์และลูกค้าทุกท่านของบริษัท ทรูเวฟ (ประเทศไทย) จำกัด มีสุขพลานามัยที่สมบูรณ์ ประสบแต่ความสุขสมหวังทั้งหน้าที่การงาน และครอบครัว ตลอดปี 2019 และตลอดไปครับ

ในโอกาสนี้บริษัท ทรูเวฟ (ประเทศไทย) จำกัด ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจกับเราเสมอมา ในปีหน้าเราจะมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการของเราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปครับ

 

 

ด้วยความเคารพ

ทีมงาน ทรูเวฟ (ประเทศไทย) จำกัด

ความปลอดภัยในการจัดเก็บไฟล์ (Integrated with Encryption File System)

 

เพราะความปลอดภัยของไฟล์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน NeatBox จึงมีคุณลักษณะการรักษาความปลอดภัยที่สำคัญมากมาย ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรักษาข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย มั่นใจและควบคุมได้ รวมถึงการเข้ารหัสในระหว่างการย้ายข้อมูลจากอุปกรณ์ของคุณไปยัง Neatbox และเมื่อคุณเก็บข้อมูลไว้ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณ ไฟล์ทุกไฟล์ใน Neatbox จะยังคงปลอดภัยไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ของคุณก็ตาม

 

“Your data security and safety is NeatBox priority”

 

ประโยชน์ของการเข้ารหัสไฟล์

1.สามารถที่จะระบุตัวตนของผู้ที่เราต้องการให้เข้าถึงข้อมูลของเราได้
2.รักษาความลับที่ไม่ให้ผู้อื่นที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลได้
3.สามารถรักษาความถูกต้องและสมบูรณ์ของข้อมูล

เพื่อเพิ่มความมั่นในในการเข้าถึงไฟล์ที่สำคัญของคุณ NeatBox จึงดูแลไฟล์ต่างๆ ให้ปลอดภัยอยู่เสมอ
หากสนใจทดลองใช้หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ info@throughwave.co.th
คราวหน้าจะมาพบกับ feature ของ Neatbox อื่นๆที่น่าสนใจได้อีกที่นี่ โปรดติดตาม

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

การอัพเดทอัตโนมัติระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ (Real-time synchronization)

การทำงานในชีวิตจริงนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนมีการทำงานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ มากกว่า 1 เครื่องเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ tablet หรือทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนซึ่งเห็นกันได้ทั่วไปในชีวิตคนในยุคปัจจุบัน หากการเก็บไฟล์ยังเป็นการเก็บแบบ offline แบบสมัยก่อน การจะทำงานแต่ละครั้งจะต้อง copy file กันไปมา หรือไม่ก็ต้องพก USB drive หรือ external hard disk กันไว้ตลอด ซึ่งเสี่ยงต่อการแก้ไขข้อมูลผิดเวอร์ชั่นหรือทำข้อมูลสูญหายได้ง่ายๆ ดังนั้นการเก็บไฟล์ไบนระบบ cloud service ดูจะสามารถตอบโจทย์การทำงานของคนยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ตเราก็จะสามารถเข้าถึงไฟล์งานเหล่านั้นได้ทุกที่ทุกเวลานั่นเอง

Neatbox เป็นระบบจัดเก็บไฟล์บน cloud service ที่มีประสิทธิภาพและยังมีการอัพเดทอัตโนมัติระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ (Real-time synchronization) ไม่ว่าจะอัพโหลดไฟล์ผ่านทางใด เมื่อเปิดจากที่อื่นๆ ก็จะเห็นไฟล์ชุดเดียวกันเสมอ หรือถ้าได้รับการแชร์ไฟล์จากใคร เราก็จะสามารถดูไฟล์นั้นได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือไฟล์เอกสารในรูปแบบต่างๆ ก็สามารถแสดงและเก็บไว้ได้อย่างปลอดภัยใน Neatbox
หากสนใจทดลองใช้หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ info@throughwave.co.th
คราวหน้าจะมาพบกับ feature ของ Neatbox อื่นๆที่น่าสนใจได้อีกที่นี่ โปรดติดตาม

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

การดูไฟล์และคอมเมนต์ไฟล์ด้วย NEATBOX (Preview, Annotate and Comment file in real-time)

Neatbox Preview File Header

นอกจากที่ Neatbox จะสามารถจัดเก็บไฟล์ไว้บน cloud เพื่อให้ผู้ใช้สะดวกและง่ายในการเข้าถึงไฟล์ต่างๆ แล้ว ในการแบ่งปันไฟล์ร่วมกันระหว่างผู้ใช้ยังมี feature การคอมเมนต์ไฟล์ เพื่อให้ผู้ใช้แต่ละท่านเสนอความคิดเห็นโต้ตอบระหว่างกันเกี่ยวกับไฟล์นั้นๆ ได้ โดยสามารถเลือกปักหมุด (Pin) ลงไปในจุดของไฟล์เอกสารที่ต้องการพูดถึงเฉพาะเจาะจงได้

 

โดยกล่องคอมเมนต์ทั้งหมดจะแสดงในลิสต์รายการด้านขวามือ ซึ่งสามารถเลือกดูคอมเมนต์ทั้งหมดในไฟล์ หรือคอมเมนต์ในเฉพาะหน้าใดหน้าหนึ่งได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าของไฟล์สามารถกำหนดได้ว่าจะให้ใครมีสิทธิ์ในการคอมเมนต์ไฟล์นั้นได้บ้าง หรือแม้กระทั่งผู้ใช้งานที่ไม่ใช่ผู้ใช้ในระบบหากได้รับสิทธิ์ให้คอมเมนต์ได้ก็จะสามารถโต้ตอบบนไฟลนี้ได้เช่นเดียวกับผู้ใช้ในระบบธรรมดาเลย

ซึ่งคอมเมนต์ต่างๆ เหล่านี้ เป็นคอมเมนต์ที่ผูกติดกับไฟล์ในแต่ละเวอร์ชั่น ผู้ใช้สามารถกลับมาอ่านคอมเมนต์ของไฟล์เวอร์ชั่นเก่าภายหลังได้โดยไม่กระทบการทำงานของไฟล์ในเวอร์ชั่นปัจจุบัน ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานเป็นอย่างมาก

จะเห็นได้ว่าการที่สามารถคอมเม้นไฟล์ในแต่ละเวอร์ชั่นได้ ทำให้การทำงานง่ายขึ้นสามารถเปรียบเทียบงานเวอร์ชั่นเก่าและใหม่ได้อย่างสะดวกขึ้นทั้งในแง่การทำงานคนเดียวหรือการทำงานเป็นทีมก็ตาม

หากสนใจทดลองใช้หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ info@throughwave.co.th
คราวหน้าจะมาพบกับ feature ของ Neatbox อื่นๆที่น่าสนใจได้อีกที่นี่ โปรดติดตาม

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

การจัดการไฟล์เวอร์ชั่นด้วยระบบจัดเก็บไฟล์ออนไลน์ทรงประสิทธิภาพ Neatbox จาก Wavify

การทำงานในทุกวันนี้จำเป็นต้องมีการจัดการและการนำข้อมูลไปใช้งาน ขณะที่ทำงานนั้นก็มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นไปทุกวัน การที่มีระบบจัดเก็บไฟล์ที่ดีและมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญในการทำงานอย่างมาก

หากท่านคุ้นชินกับการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ แล้วคงเคยประสบปัญหาการทำงานในลักษณะของข้อมูลที่กระจัดกระจาย หรือการแบ่งปันข้อมูลให้แก่เพื่อนร่วมงานที่มีความยุ่งยาก โดยเฉพาะงานเอกสารที่มีหลายๆเวอร์ชั่นยิ่งเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวในการจัดเก็บข้อมูลอย่างมาก

จะดีแค่ไหนถ้าระบบจัดเก็บไฟล์สามารถเก็บไฟล์แยกเป็นเวอร์ชั่นและสามารถเรียกดูแต่ละเวอร์ชั่นได้ด้วย ในการทำงานแต่ละงานเอกสารอาจจะมีหลายเวอร์ชั่นจนกว่าจะได้ไฟล์สุดท้าย ระบบ Neatbox สามารถเก็บไฟล์แยกเป็นเวอร์ชั่นได้ นอกเหนือจากนั้นยังสามารถเลือกคอมเม้นไฟล์แต่ละเวอร์ชั่นได้อีกด้วย

 

การจัดการไฟล์เวอร์ชั่นก่อนหน้า (Version History)

หน้าจัดการไฟล์เวอร์ชั่น (Manage Versions) นี้จะแสดงให้เห็นทุกเวอร์ชั่นของไฟล์ โดยระบุเลขเวอร์ชั่น, วันที่และเวลาในการสร้าง, ขนาดของไฟล์ และผู้สร้างไฟล์ในเวอร์ชั่นนั้นๆ โดยผู้ใช้งานยังสามารถจัดการกับเวอร์ชั่นต่างๆได้ดังนี้

  1. เรียกแสดง (Preview) ไฟล์ในแต่ละเวอร์ชั่นได้
  2. เลือกดาวน์โหลดไฟล์ในแต่ละเวอร์ชั่นมาเก็บไว้ได้
  3. เรียกคืนค่าเวอร์ชั่น (Restore) ไฟล์ได้ โดยระบบจะนำไฟล์เวอร์ชั่นที่เรียกขึ้นคืน ขึ้นมาเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดให้แทน
  4. ลบไฟล์ในแต่ละเวอร์ชั่นได้ (Remove) โดยหากผู้ใช้งานเลือกลบเวอร์ชั่นปัจจุบันระบบจะกลับไปใช้เวอร์ชั่นก่อนหน้าให้โดยอัตโนมัติ
  5. อัพโหลดไฟล์เวอร์ชั่นใหม่ได้ (Upload)

 

จะเห็นการจัดการไฟล์เวอร์ชั่นทำให้การทำงานง่ายขึ้นกว่าการจัดการไฟล์ธรรมดามาก ทั้งในแง่การทำงานคนเดียวหรือการทำงานเป็นทีมก็ตาม โดย Neatbox นั้นไม่จำกัด version และเวลา ที่ใช้เก็บไฟล์อีกด้วย

หากสนใจทดลองใช้หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ info@throughwave.co.th
คราวหน้าจะมาพบกับ feature ของ Neatbox อื่นๆที่น่าสนใจได้อีกที่นี่ โปรดติดตาม

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

การแบ่งปันไฟล์ในองค์กรด้วยระบบจัดเก็บไฟล์ออนไลน์ทรงประสิทธิภาพ Neatbox จาก Wavify

การแบ่งปันไฟล์ (File sharing)

คราวที่แล้วได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแบ่งปันไฟล์ผ่านทาง Public link ไปแล้ว คราวนี้จะมาพูดถึงการแชร์ไฟล์หรือโฟลเดอร์ให้กับคนในระบบที่ใช้ Neatbox เหมือนกันบ้าง

หากผู้ใช้ทั้งคู่เป็นผู้ใช้ในระบบ Neatbox เหมือนกัน ผู้ใช้สามารถ allocate พื้นที่ของตัวเองที่มีเพื่อสร้างเป็น virtual drive เพื่อให้คนอื่นๆ สามารถเข้ามาใช้งานร่วมกันได้ โดยผู้ใช้งานจะทำการสร้าง Shared drive และเลือกบุคคลที่ต้องการแบ่งปันไฟล์พร้อมทั้งตั้งสิทธิ์การเข้าถึงให้แต่ละคนแตกต่างกันได้เลย

ในการสร้าง Shared drive ใหม่นั้นจะมีรายละเอียดต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. ชื่อ Shared Drive
  2. พื้นที่การใช้งานทั้งหมดของคุณใน Neatbox
  3. ความจุของ Shared Drive
  4. กำหนดสิทธิ์ตั้งต้นสำหรับการเข้าถึง Shared Drive
    • เปิด/ปิดสิทธิ์การดูไฟล์ได้อย่างเดียว (Read only)
    • เปิด/ปิดสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นในไฟล์ (Comment)
    • เปิด/ปิดสิทธิ์การแก้ไขไฟล์ (Edit)
    • เปิด/ปิดสิทธิ์การแบ่งปันไฟล์ (Share)

นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกแบ่งปันไฟล์ของเราใน drive ที่แบ่งปันกันอยู่แล้วซึ่งไม่ได้กินพื้นที่ในการเก็บไฟล์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดอีกด้วย

เพียงเท่านี้ก็สามารถแบ่งปันไฟล์ร่วมกันได้อย่างง่ายดายเพียงอัพโหลดไฟล์เข้าไปใน Shared drive เท่านั้น ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าถึง drive นี้ก็จะเห็นไฟล์ชุดเดียวกันเสมอ

วันนี้ได้รู้จักการแชร์ไฟล์ผ่าน Shared drive ของ Neatbox กันไปแล้ว คราวหน้าจะมาพบกับ feature อื่นๆที่น่าสนใจได้อีกที่นี่ ได้โปรดติดตาม

หากสนใจทดลองใช้หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ info@throughwave.co.th

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

แนะนำระบบจัดเก็บไฟล์ออนไลน์ทรงประสิทธิภาพ Neatbox จาก Wavify

 

การทำงานในทุกวันนี้จำเป็นต้องมีการจัดการและการนำข้อมูลไปใช้งาน ขณะที่ทำงานนั้นก็มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นไปทุกวัน การที่มีระบบจัดเก็บไฟล์ที่ดีและมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญในการทำงานอย่างมาก

หากท่านคุ้นชินกับการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ คงเคยประสบปัญหาการทำงานในลักษณะของข้อมูลที่กระจัดกระจาย หรือการแบ่งปันข้อมูลให้แก่เพื่อนร่วมงานที่มีความยุ่งยาก การจะส่งไฟล์ขนาดใหญ่ให้คนภายนอกองค์กรผ่านทางอีเมล์นั้นก็ทำได้ไม่ง่ายนัก

ระบบจัดเก็บไฟล์ออนไลน์ Neatbox จึงมาเติมเต็มการทำงานในเรื่องการจัดเก็บไฟล์ออนไลน์ ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถในการแชร์ไฟล์ 2 แบบด้วยกันคือแชร์ให้คนในระบบหรือแชร์ให้บุคคลอื่นๆ ทั่วไป

มาดูการแชร์ไฟล์หรือโฟลเดอร์ให้กับคนทั่วไปกันก่อน โดยเราสามารถแบ่งปันข้อมูลที่มีให้คนอื่นได้ผ่านทาง URL Link ซึ่งทุกคนที่มีลิงค์นี้จะสามารถเข้าถึงไฟล์นั้นได้ตลอดเวลา แต่หากไม่ต้องการเปิดเป็น public file ก็สามารถเพิ่มความ security โดยสามารถสร้างรหัสผ่าน สำหรับการเข้าถึงไฟล์ หรือจะตั้งวันหมดอายุของ Link นี้เพื่อจำกัดเวลาการเข้าถึงไฟล์ได้อีกด้วย

 

ส่วนประกอบต่างๆ ของหน้า Public Link

  1. เปิด/ปิดการใช้งาน public link
  2. URL public link
  3. สร้าง public link ใหม่
  4. คัดลอก public link
  5. เปิด/ปิด สิทธิ์การแสดงความคิดเห็นไฟล์ใน public link
  6. เปิด/ปิด สิทธิ์การดาวน์โหลดไฟล์จาก public link
  7. ตั้งรหัสผ่านในการเข้าถึงไฟล์ใน public link
  8. ตั้งค่าวันหมดอายุของ public link

ซึ่ง Neatbox ยังมีหน้า My links ที่รวมรวมทุกไฟล์ที่เราเคยสร้าง Public link นี้ไว้เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาไฟล์อีกด้วย

Neatbox ช่วยให้การแบ่งปันข้อมูลให้กับผู้อื่นทำได้ง่ายขึ้น เพีงแค่ส่ง url link ไปให้เท่านั้น
ส่วนคราวหน้าจะมาพบกับ feature ของ Neatbox อื่นๆที่น่าสนใจได้อีกที่นี่ ได้โปรดติดตาม

หากสนใจทดลองใช้หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ info@throughwave.co.th

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

สวัสดีปีใหม่ 2018 แด่พาร์ทเนอร์และลูกค้าทุกท่าน

Supermicro Day 2017 by Throughwave

Throughwave เปลี่ยนโลโก้ใหม่ เปลี่ยนโฉมแบรนด์ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

 

กว่า 10  ปีที่ผ่านมา ทรูเวฟมุ่งมั่นพัฒนาในการจัดหาสินค้าและบริการเพื่อลูกค้าและคู่ค้ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทำให้รูปแบบของ product และ service ของเราเปลี่ยนไป เราจึงมีการปรับปรุงองค์กรให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีและตรงจุดมากขึ้น

 

ทรูเวฟนอกจากจะปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยแล้ว เรายังพัฒนาแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้ลึกซึ้งมากขึ้น จากเดิมที่มีตัวแทนเป็นสัญลักษณ์รูปคลื่นทะทุทะลวงทุกการสื่อสาร โดยเปลี่ยนโลโก้เป็นรูปคลื่นวงกลมที่มีสีส้มเพิ่มเข้ามา เพื่อเน้นความกระฉับกระเฉง สร้างสรรค์ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อแสดงถึงความรู้สึกที่มุ่งมั่น ชัดเจน ทันสมัยอยู่เสมอ

 

บริษัททรูเวฟจะเริ่มใช้โลโก้ใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไป

 

ทรูเวฟขอขอบคุณลูกค้าและคู่ค้าทุกท่านที่ไว้วางใจเลือกใช้บริการของเราเสมอมา และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะพึงพอใจและให้ความไว้วางใจให้การสนับสนุนที่ดีเช่นนี้ต่อไป

 

– บริษัททรูเวฟ (ประเทศไทย) จำกัด –

เจาะลึกเทคโนโลยี Storage Virtualization สำหรับ Cloud Application (ตอนที่ 1)

ในเวลานี้ คำว่า Cloud ได้กลายมาเป็นหนึ่งในคำมาตรฐานสำหรับวงการไอทีบ้านเราไปแล้ว วันนี้เราจะมาดูกันครับ ว่าคุณสมบัติของ Storage ที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในระบบ Cloud Application ต่างๆ จะมีอะไรกันบ้าง

หัวใจของคำว่า Cloud

คำว่า Cloud หรือที่บางครั้งมักจะถูกเรียกเป็นภาษาไทยว่า กลุ่มเมฆ นั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่คำที่เกิดมาจากทาง Technology แต่เกิดมาจากการตลาดเสียมากกว่า โดยในความหมายรวมๆ นั้น ไม่ว่าจะนำคำว่า Cloud ไปใช้กับอะไรก็ตาม มักจะหมายถึง ”การที่เทคโนโลยีนั้นๆ สามารถเพิ่มขยายได้แบบทันทีและง่ายดาย เพื่อรองรับต่อการปริมาณความต้องการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น” ยกตัวอย่างเช่น Cloud Application ก็จะหมายถึง “Application ที่สามารถขยายระบบเพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น” ดังนั้นเราจึงสามารถกล่าวได้ว่า หัวใจของคำว่า Cloud ก็คือ “มีความสามารถในการขยายได้อย่างง่ายดาย” นั่นเอง

Storage สำหรับ Cloud Application

เมื่อเรารู้แล้วว่าหัวใจของคำว่า Cloud คืออะไร และ Cloud Application คืออะไร คราวนี้เรามาลองดูกันบ้าง ว่าในเทคโนโลยีทางด้านการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Storage หรือ Database ก็ตาม จะมีทางเลือกไหนที่สามารถตอบโจทย์ของคำว่า Cloud ได้บ้าง

1. Scale-Up and Scale-Out SAN Storage

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ SAN Storage เป็นฐานสำหรับระบบงานของตัวเอง SAN Storage นั้นๆ ควรจะสนับสนุนการขยายพื้นที่และประสิทธิภาพได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับค่าใช้จ่าย และความต้องการของระบบในเวลานั้นๆ โดยในการใช้งาน SAN Storage นั้น คีย์เวิร์ดหลักๆ ที่มักจะพบก็จะหนีไม่พ้นการขยายแบบ Scale Up และ Scale Out นั่นเอง

Scale Up: แนวคิดของการขยายแบบ Scale Up คือการขยายระบบ Storage เดิมที่มีอยู่ผ่าน Expansion Port ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Fibre Channel 4Gbps หรือ SAS2 6Gbps โดยวัตถุประสงค์หลักๆ คือการเพิ่มขยายพื้นที่เป็นหลัก ไม่ใช่การแก้ปัญหาเรื่องคอขวดของระบบ หรือปัญหาทงด้านประสิทธิภาพ ดังนั้นข้อดีของการขยายระบบ Storage แบบ Scale Up คือสามารถเพิ่มพื้นที่ของระบบได้ ในงบประมาณที่ไม่สูงนั่นเอง
Scale Out: แนวคิดของการขยายแบบ Scale Out คือการขยายระบบ Storage ในระดับ Logical โดยการเพิ่ม Storage Controller ให้ทำงานร่วมกันผ่าน SAN Networking ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างไปจากการขยายแบบ Scale Up คือการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ Storage นั่นเอง เนื่องจากการขยายระบบแบบ Scale Out นี้ จะทำให้ระบบ Storage ของเรามี Host Interface สำหรับเชื่อมต่อกับเครื่อง Server มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขนาดของ Cache ในระบบให้มากขึ้นอีกด้วย แต่การขยายระบบแบบ Scale Out นี้จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะจริงๆ แล้วมันคือการลงทุนซื้อ Storage Hardware ใหม่หมดอีกชุดนั่นเอง

สำหรับข้อเสียของการใช้ SAN Storage สำหรับระบบงานแบบ Cloud ก็คือ SAN Storage ไม่สามารถ Share File ระหว่างหลายๆ Server เข้าด้วยกันได้ ซึ่งเราอาจจะต้องพึ่งพาความสามารถของ File System ต่างๆ ในการทำหน้าที่นี้ และทำให้การติดตั้งระบบมีความยุ่งยากมากขึ้น หรือต้องยึดติดกับบางแบรนด์มากขึ้นนั่นเอง

2. Parallel NAS Storage

สำหรับผู้ที่ต้องการความสามารถในการ Share File ระหว่างหลายๆ Server พร้อมๆ กัน ซึ่ง SAN Storage ไม่สามารถทำได้ ทางเลือกที่ดีสำหรับกรณีนี้คือการหนีมาใช้ NAS Storage นั่นเอง แต่ NAS Storage ทั่วๆ ไปที่เราใช้กันนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับระบบงานระดับ Cloud เลย เนื่องจาก NAS มักจะมีปัญหาทางด้านประสิทธิภาพ และเกิดคอขวดของระบบได้ง่ายมาก ดังนั้น Parallel NAS Storage จึงได้เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ และตอบโจทย์ของ Cloud Application อย่างเต็มตัว

สิ่งที่ Parallel NAS Storage ทำนั้น มีแนวคิดคล้ายๆ กับการทำงานของ Bit Torrent คือให้ NAS Storage หลายๆ ชุด ช่วยกันส่งข้อมูลมาให้ผู้ใช้งานในลักษณะ Parallel เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด, ได้ปริมาณ Cache สูงสุด, ได้ Throughput สูงสุด และได้ Redundancy Level ที่สูงสุดนั่นเอง โดย Parallel NAS Storage นี้ มักจะถูกสร้างมาให้เป็น Object-based Storage ด้วย
ในการลงทุนกับ NAS ประเภทนี้ ในระยะเริ่มต้นอาจจะถือว่ามีราคาค่อนข้างสูง แต่เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายและความง่ายในภาพรวม ตั้งแต่เรื่องการติดตั้ง การดูแลระบบ และความง่ายในการใช้งานแล้ว ถือว่าเป็น Storage ที่เหมาะสมกับ Cloud Application ที่ต้องการ Server หลักพันจนถึงหลักหมื่นเครื่องได้เลย

3. NoSQL

สำหรับเทคโนโลยี NoSQL ที่กำลังมาแรงมากในช่วงนี้ จริงๆ แล้วก็จัดได้ว่าน่าจะได้กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการ Implement ระบบขนาดใหญ่ได้อย่างไม่ยากนัก โดย NoSQL เองเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาคอขวดของระบบ Database และมีความสามารถในการรองรับงานเฉพาะทางที่สูงกว่า SQL มาก โดยทั่วๆ ไปแล้ว NoSQL เกือบทุกตัวจะสามารถทำ Replication และการทำ Sharding ได้ เพื่อให้เราสามารถสร้างระบบฐานข้อมูลแบบ Distributed และรองรับการ Scale Out ในระดับของ Application ฐานข้อมูลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ข้อดีของ NoSQL ก็คือเรื่องของประสิทธิภาพในการรับโหลดจากผู้ใช้งานจำนวนมากตั้งแต่หลายหมื่นไปจนถึงหลายล้านคนพร้อมๆ กัน ซึ่งบริการบน Cloud ใหญ่ๆ เกือบทั้งหมดที่เราใช้ก็มักจะเป็น NoSQL ทั้งสิ้น แต่ข้อเสียหลักๆ ก็คงเป็นเรื่องของการรับประกันและสนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านี้ในบ้านเรานั่นเอง เนื่องจากยังไม่มีเจ้าไหนที่เข้ามาให้บริการในลักษณะ Commercial มากนัก และผู้ให้บริการ Cloud ใหญ่ๆ ก็มักจะพัฒนาระบบ NoSQL ของตัวเองขึ้นมาใช้กันเป็นส่วนมาก

จริงๆ แล้วถ้าพูดถึงเรื่องของคำว่า Cloud กับคำว่า Storage นั้น ยังมีอีกหลายแง่มุมให้เราพิจารณากันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Cloud Storage, Cloud Tiering และอื่นๆ อีกมากมาย ก็คงต้องขอหยิบยกไว้พูดกันในคราวหน้า สำหรับวันนี้ก็ต้องขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

5 เทรนด์ในอนาคตของ Next Generation Data Center

สวัสดีครับ สำหรับครั้งนี้เราจะมาดูเทรนด์ในอนาคตกันว่า Data Center ยุคถัดไป หรือที่เราเรียกกันว่า Next Generation Data Center นั้นจะเป็นอย่างไร ลองดูได้ใน 5 ข้อต่อไปนี้ครับ

1. ทุกอย่างมีขนาดเล็กลง!!!

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เคยมีขนาดใหญ่ที่สุดอย่าง Core Switch ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 4U จนไปถึงขนาดใหญ่กว่า 20U จะสามารถมีขนาดลดลงมาเหลือ 1U – 2U ได้ในประสิทธิภาพระดับที่สูงกว่าเดิม หรือแม้กระทั่ง Server เองจากเดิมที่เคยต้องใช้ Blade Server ถึงเกือบ 10U เพื่อติดตั้ง Server 16 ชุด ในเวลานี้ขนาดได้ลดลงมาเหลือเพียง 3U แล้ว ซึ่งด้วยปริมาณเท่านี้จากเดิมที่เรามี Rack ขนาด 42U เราอาจจะสามารถมี Core Switch 2 ชุด ซึ่งเชื่อมต่อกับ Physical Server จำนวนกว่า 192 ชุดด้วยความเร็วระดับ 10Gbps – 20Gbps ได้ ซึ่งหลังจากทำ Virtualization แล้ว เราอาจจะมี Server ได้ถึงหลายร้อย หรือหลายพันเครื่องได้เลยทีเดียว! ดังนั้นใน Data Center ปัจจุบันที่มีกันอยู่นี้ อาจจะสามารถยุบรวมเหลือเพียง 1-2 Rack ก็เป็นได้

2. Redundant แบบ Virtual!!!

ไม่ใช่มีแต่ VMware หรือ Citrix เท่านั้น นับจากนี้ไป Core Switch เองก็เริ่มมีแนวทางในการทำ Redundant แบบระดับ Virtual แล้ว ทำให้เราสามารถวาง Core Switch แยกห่างออกจากกันในเชิง Physical และช่วยกันทำงานได้ รวมถึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโดยการเติม Core Switch เข้าไปในระบบได้อย่างง่ายๆ ทำให้ถัดจากนี้ไป การออกแบบ Core Switch อาจไม่ใช่การรวมศูนย์ แต่เป็นการกระจายตัว (Distributed Core Switch) ซึ่งอาจถึงขั้นนำ Core Switch ไปกระจายเป็น Top-of-Rack Switch แทน เพื่อลดความซับซ้อนในการ Wiring ลง และทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบได้ตามความต้องการ (On Demand Scalability) อีกทั้งยังทำให้สามารถใช้ความเร็วในระดับ 10/40/100Gbps ไปยัง Server หรือ Storage โดยตรงได้อีกด้วย!

3. Cloud ในระดับ Hardware!!!

ในเวลานี้เราคงจะได้ยินคำว่า Cloud มาคู่กับบริการต่างๆ มากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งผู้ผลิต Server, Storage และ Switch ต่างนำเสนอระบบ Hardware ที่มีแนวคิดในการทำงานแบบ Cloud เพื่อรองรับ Data Center ในระดับองค์กร ไปจนถึงผู้ให้บริการ Cloud อีกด้วย โดยแนวคิดนี้จะทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถเติม Server, Storage และ Switch เข้าไปในระบบได้โดยไม่ต้องทำการตั้งค่าต่างๆ ให้ยุ่งยาก หรือใช้ Hardware ยี่ห้อเดียวกันอีกต่อไป อุปกรณ์เหล่านั้นจะทำการพูดคุยกับอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบ และลงทะเบียนตัวเองเข้าไปโดยอัตโนมัติ จากนั้นระบบจะทำการตั้งค่าตัวเองขึ้นมาทำงานร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงมีการตั้งค่าในการทำ Redundant ให้โดยอัตโนมัติอีกด้วย ซึ่งกรณีนี้เคยมีการติดตั้งจริงกันมาแล้ว โดยสามารถเพิ่ม Cloud Switch หลายพันชุดเข้าไปใน Data Center เดิมได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น!!!

4. Switch ชุดเดียว ให้บริการได้หลายอย่าง!!!


ไม่ใช่แค่ Next Generation Firewall เท่านั้นที่ทำได้ทุกอย่างครอบจักรวาล สำหรับ Data Center เอง Switch จะกลายเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการต่างๆ แทนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนแบบ Single Sign-On ร่วมกับบริการ Cloud ต่างๆ, การเข้ารหัส, การปรับเปลี่ยน Network Policy แบบอัตโนมัติตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, การติดตาม Application Performance และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการที่ Switch ได้รวมเอาความสามารถในการทำตัวเป็น Ethernet Switch และ SAN Switch พร้อมๆ กัน ทำให้ต่อไปนี้การเลือกหาฮาร์ดแวร์มารองรับงานต่างๆ คงจะทำได้ครบสมบูรณ์ได้ด้วย Switch เพียงชุดเดียวก็เป็นได้

5. Standalone, Centralized, Physicalization ยังไม่ตาย

ถึงแม้สี่ข้อที่ผ่านมาจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ล้ำสมัย จนอาจจะคิดกันว่าเทคโนโลยีแบบเก่าคงจะถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงแล้วบางระบบงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงๆ และไม่ต้องการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกับใครเลย เพื่อรับประกันคุณภาพของการให้บริการ หรือให้บริการผู้ใช้งานเพียงกลุ่มเล็กๆ ก็จะยังคงมีอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะทางต่างๆ ที่ต้องการนำประสิทธิภาพระดับสูงสุดของ Hardware มาใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดก็คือการเชื่อมต่อ Server กับ Storage แบบ Direct Attach Storage (DAS) นี่เอง และในหลายครั้ง การรวมกันของระบบง่ายๆ เหล่านี้ ก็อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Cloud ได้เช่นกัน